ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด ที่มีปัญหาเฉพาะด้านที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ

ควรปรับการกินอาหารตามอาการที่ปรากฏ ดังนี้

1. เบื่ออาหาร : เลือกอาหารที่ผู้ป่วยพอกินได้ กลิ่น รสไม่จัด เช่น ขนมปังกรอบ ขนมต่าง ๆ ให้กินเป็นอาหารว่าง ควรกำหนดมื้อหลักในช่วงเช้า กินทีละน้อยแต่ทานบ่อย ๆ เช่น จัดอาหารมื้อเล็ก 4-6 มื้อ ให้เครื่องดื่มเสริมพลังงานและโปรตีนสูง เช่น ถ้าผู้ป่วยดื่มนมได้ ให้เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมนม ไอศกรีมนม แต่ถ้าผู้ป่วยไม่ชอบนม ให้พวกน้ำผลไม้ น้ำหวาน ไอศกรีมหวานเย็น ผลไม้ในน้ำเชื่อม ฯลฯ

2. คลื่นไส้ : ให้รับประทานอาหารก่อนให้เคมีบำบัด เลี่ยงอาหารที่มันเยิ้ม มีกลิ่นฉุน รับประทานอาหารแห้งประเภทแครกเกอร์ ขนมปังกรอบ ทองม้วน อาหารที่ไม่ปรุงรส ให้มีรสหวานตามธรรมชาติ ไม่เค็ม งดใส่เครื่องเทศบางชนิดที่ผู้ป่วยแพ้

3. อาเจียน : จิบของเหลวใสทุก 10-15 นาที หลังจากอาเจียน เช่น น้ำซุปใส น้ำหวาน น้ำผลไม้ ฯลฯ ยกหัวให้สูงเมื่อเอนหลัง ติดต่อแพทย์หากมี อาการปวดท้อง อาจใช้ยาลดอาการอาเจียน

4. อิ่มเร็ว : ให้เครื่องดื่มที่มีสารอาหารเข้มข้น ดื่มระหว่างมื้อ เช่น อาหารเสริมทางการแพทย์ เลี่ยงอาหารมัน ของทอด เนื่องจากย่อยยาก รับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ พยายามกินเมื่อสามารถกินได้

5. การรับรสเปลี่ยน : แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก กลั้วคอหรือลิ้นก่อนรับประทานอาหาร เปลี่ยนเนื้อสัตว์ ใช้ปลา ไข่ แทนเนื้อแดง ใช้เมนูอาหารมังสวิรัติโปรตีนสูงก็ได้ เช่น เต้าหู้ ถั่วชนิดต่างๆ ใช้น้ำมะนาว กลิ่นมิ้นท์ ช่วยเมื่อมีลิ้นขม รับประทานผลไม้กวนที่มีรสหวานอมเปรี้ยว เช่น สับปะรด แอบเปิ้ล หลีกเลี่ยงเครื่องเทศหรือเครื่องปรุงรสที่มีกลิ่นฉุน ปรุงอาหารไม่มัน เลี่ยงภาชนะอาหารที่เป็นพลาสติกหรือโลหะ อาหารควรมีอุณหภูมิอุ่นถึงร้อนจะช่วยให้มีกลิ่นและรสดีขึ้น

6. ปากแห้ง : รับประทานอาหารอ่อนๆ มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวน้ำ หรือใช้ลูกอม ขนมหวานแช่แข็งหรือไอศกรีมหวานเย็น เลี่ยงเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีรสหวานจัด และจิบน้ำบ่อย ๆ

7. แผลในช่องปาก เจ็บปากและลิ้น : ต้องระวังอาหารและผลไม้ที่เป็นกรดหรือมีรสเปรี้ยว เครื่องเทศที่เผ็ดร้อน รสเค็ม อาหารหยาบหรือกรอบแข็ง ระวังการติดเชื้อในช่องปาก และเลือดออก ให้อาหารอ่อนที่เคี้ยวกลืนง่าย ได้แก่ ข้าวต้ม โจ๊กบดผสมเนื้อสัตว์ผัก กล้วยสุก แตงโม มันฝรั่งบด ถั่วเมล็ดแห้งต้มบดกรอง พุดดิ้ง วุ้น ไข่กวน ข้าวโอ๊ต อาหารปั่นผสมสูตรต่างๆ เนื้อต้มบด กรอง เสิร์ฟอาหารอุณหภูมิห้องไม่ร้อนไม่เย็น หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีกรด เช่น ส้ม มะเขือเทศ น้ำผลไม้ อาหารเป็นชิ้นต้องตุ๋นต้มให้เปื่อยก่อน

8. ท้องเสีย : แนะนำดื่มน้ำให้เพียงพอ เสริมเครื่องดื่มให้พลังงานและเครื่องดื่มเกลือแร่ เช่นน้ำซุปใส น้ำสกัดเนื้อ น้ำผลไม้ที่ผ่านความร้อน จำกัดการดื่มนม 2 แก้วต่อวัน สำหรับผู้ที่ดื่มนมประจำ หรืองดการดื่มนมและผลิตภัณฑ์จากนมสักระยะหนึ่งจนกว่าหยุดถ่าย งดอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เครื่องดื่มอัดแก๊ส

9. ท้องผูก : แนะนำให้รับประทานใยอาหาร 25-35 กรัมต่อวัน เช่น กินผัก ผลไม้ ธัญพืชพวกเมล็ดมากๆ ดื่มน้ำ 8-10 แก้ว หรือน้ำลูกพรุน น้ำผลไม้อุ่น เดินและออกกำลังกาย หากไม่ได้ผลให้ปรึกษาแพทย์เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เพิ่มกาก ตัวอย่างอาหารที่ให้ใยอาหาร 4 กรัม ได้แก่ ถั่วแดงหลวง ½ ถ้วย ถั่วปากอ้า ½ ถ้วย ถั่วลันเตาเม็ด ½ ถ้วย ธัญพืชสำเร็จรูปที่ไม่ขัดสี ซีเรียล 1 ออนซ์ ข้าวโพด ½ ถ้วย อาหารที่มีใยอาหาร 2 กรัมได้แก่ ผักสด 1 ถ้วย ผักต้มสุก ½ ถ้วย ผลไม้ ½ ถ้วย เช่น หน่อไม้ฝรั่ง บร็อคโคลี กะหล่ำปลี แครอท หอมใหญ่ ถั่วลันเตาฝัก มะเขือยาว คื่นช่าย

10. ผู้ป่วยมะเร็งมักมีเม็ดเลือดขาวต่ำ จากหลายสาเหตุเช่นการฉายแสง เคมีบำบัดและจากตัวโรคเอง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ควรระวังเรื่องการหมดอายุของอาหารที่ซื้อควรละลายอาหารในตู้เย็นหรือเตาไมโครเวฟ ไม่ละลายอาหารแช่แข็งในอุณหภูมิห้องและรับปรุงอาหารทันที เก็บอาหารร้อนในอุณหภูมิร้อน อาหารเย็นในอุณหภูมิเย็น ปรุงเนื้อสัตว์ให้สุก ระวังผักผลไม้ที่ช้ำมีเชื้อรา ล้างมือเสมอป้องกันการแพร่เชื้อ

11. น้ำลายเหนียว : ทำให้ฟันผุง่าย ให้อาหารปกติที่มีน้ำ หรือซอสผสม หรืออาหารน้ำ ๆ เครื่องดื่มที่มีกรดซิตริก น้ำผักปั่นและผลไม้ ดื่มน้ำให้มากขึ้น เลี่ยงอาหารประเภทขนมปัง นม เจลาติน แอลกอฮอล์ ดูแลสุขภาพช่องปากสม่ำเสมอ

12. น้ำหนักลด : เพิ่มแคลอรีและโปรตีน เช่น อาหารไขมัน แต่เลี่ยงไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานซ์ เติมนมผงใส่เครื่องดื่มหรืออาหารประเภทซุปแกง (ทานไอศกรีม โยเกิร์ตผลไม้) เติมน้ำตาลในเครื่องดื่ม ให้มีอาหารว่างระหว่างมื้อ เสริมอาหารทางการแพทย์

13. อ่อนเพลีย : ใช้อาหารอ่อนซึ่งเคี้ยวน้อยที่สุด ให้พักผ่อนบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนมื้ออาหาร ในกรณีที่ผู้ป่วยมะเร็งไม่สามารถกินอาหารได้หรือกินได้น้อยมาก อาจต้องใช้อาหารทางการแพทย์หรืออาหารทางสายยาง ในกรณีเช่นนี้ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ หรือนักโภชนาการ และศึกษาเอกสารเพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้น จะได้นำไปปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ที่มา :- กลุ่มงานโภชนวิทยา รพ.ราชวิถี