“ซีสต์” มาจากภาษาอังกฤษว่า “cyst” มีความหมายว่า “ถุงน้ำ” ดังนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีเปลือกและมีน้ำหรือของเหลวภายในก็จะเรียกว่า “ซีสต์” เหมือนกันทั้งหมด

ซีสต์รังไข่ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

อวัยวะทุกอวัยวะภายในร่างกายของคนเรามีโอกาสจะเกิดซีสต์ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ไขมัน กระดูก อวัยวะภายใน หรือ แม้กระทั่งสมองก็มีซีสต์เกิดขึ้นได้ ส่วนคุณผู้หญิงก็จะมีความพิเศษมากกว่าผู้ชาย ตรงที่มีอวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิง โดยเฉพาะมีรังไข่ที่มีโอกาสเกิดซีสต์ขึ้นได้บ่อยๆ ยิ่งเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ก็จะเกิดซีสต์หรือถุงน้ำรังไข่ โตแล้วยุบหายไปตามรอบเดือน ซึ่งเกิดจากการตกไข่ตามปกติ

ก่อนอื่นเราคงต้องมาทำความเข้าใจกับประเภทของซีสต์ หรือถุงน้ำรังไข่กันเสียก่อน ถุงน้ำรังไข่หรือซีสต์รังไข่มี 3 ประเภท

1. ฟังค์ชั่นนัล ซีสต์ (Functional Cyst) คือ ถุงน้ำรังไข่ที่เกิดจากการทำงานตามปกติของรังไข่เพื่อสร้างไข่ที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์ของฝ่ายหญิง จะเป็นถุงน้ำที่โตขึ้นแล้วแตกทำให้เซลล์ไข่ไหลออกมา หลังจากนั้นถุงน้ำนี้ก็จะค่อยๆ ยุบตัวไปเอง

2. เนื้องอกถุงน้ำรังไข่ (Ovarian Tumor หรือ Ovarian Cyst) คือ เนื้องอกรังไข่ชนิดที่มีของเหลวภายใน ซึ่งอาจเป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง (ไม่ใช่มะเร็ง) หรือ ชนิดร้ายแรง (มะเร็ง) ก็ได้ โดยมากเนื้องอกแต่ละชนิดมักจะมีลักษณะเฉพาะที่พอจะบอกได้ว่าเป็นชนิดใด เช่น Dermoid Cyst (ถุงน้ำเดอร์มอยด์) ซึ่งภายในถุงน้ำมักจะมีน้ำ ไขมัน เส้นผม กระดูกและฟัน เมื่อเอ็กซเรย์ดูหรือตรวจอัลตราซาวด์ ก็มักจะบอกได้ว่าเป็นเนื้องอกชนิดนี้ ส่วนเนื้องอกถุงน้ำชนิดที่เป็นมะเร็งบางชนิด จะมีการสร้างสารเคมีที่ตรวจพบว่ามีปริมาณสูงมาก ๆ ในกระแสเลือดได้ เช่น CA 125 ก็สามารถบ่งบอกล่วงหน้าได้ว่าน่าจะเป็นมะเร็ง

3. ถุงน้ำที่คล้ายเนื้องอก (Tumor like condition) คือ ถุงน้ำที่เกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ที่เกิดขึ้นที่รังไข่ เมื่อมีรอบเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ก็จะมีเลือดซึมออกมาสะสมในถุงน้ำนี้เรื่อย ๆ จนเป็นเลือดเก่า ๆ ข้น ๆ สีคล้ายช็อกโกแลต จึงเรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate Cyst)

สัญญาณเตือน มีไหม? อาการซีสต์รังไข่ที่ควรสังเกต

-มีอาการปวดท้องน้อย และถ้าปวดสัมพันธ์กับรอบเดือนก็อาจสงสัยว่าจะมีช็อกโกแลตซีสต์

-บางรายอาจรู้สึกว่าปัสสาวะบ่อยขึ้น เนื่องจากซีสต์โตพอสมควรและไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ

-บางรายแค่มีอาการหน่วง ๆ ท้องน้อย

-บางคนไม่มีอาการเลยแต่รู้สึกหรือเข้าใจไปว่ามีหน้าท้องโตเพราะอ้วนก็ได้

-บางรายมีอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลัน จากขั้วถุงน้ำรังไข่บิด หรือถุงน้ำรังไข่แตกก็ได้

-บางคนอาจมีประจำเดือนผิดปกติมามาก มากะปริบกะปรอย ปวดประจำเดือนมากขึ้นเรื่อยๆในแต่ละเดือน

ถุงน้ำรังไข่…ใช่มะเร็งหรือเปล่า

ถึงแม้ว่าถุงน้ำรังไข่ จะมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้ค่อนข้างน้อย แต่แพทย์ก็ต้องระวังและรอบคอบในการตรวจวินิจฉัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งรังไข่ ได้แก่ มีประวัติว่าคนในครอบครัวเป็นมะเร็งรังไข่ มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ หรือการอัลตราซาวด์พบลักษณะของถุงน้ำขอบไม่เรียบ พบน้ำในช่องท้อง เมื่อแพทย์สงสัย จะต้องตรวจเพิ่มเติมในเรื่องของมะเร็งต่อไป

เมื่อพบถุงน้ำรังไข่แล้วจะรักษาอย่างไร

– กรณีที่สงสัยว่าจะเป็นถุงน้ำรังไข่ชนิด Functional Cyst แพทย์ก็จะนัดตรวจติดตามว่าจะยุบไปเองหรือไม่ บางรายแพทย์อาจจะให้รับประทานยาคุมกำเนิดหรือฉีดยาคุมกำเนิดสักระยะ แล้วนัดมาตรวจซ้ำ ถ้าซีสต์ไม่ยุบหรือโตขึ้น แสดงว่าไม่ใช่ Functional Cyst ก็จะให้การรักษาหรือผ่าตัดออกนั่นเอง

– ขกรณีที่ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน เช่น ถุงน้ำรังไข่แตก ถุงน้ำรังไข่มีขั้วปิด เหล่านี้เกิดได้ทั้ง Functional Cyst และเนื้องอกถุงน้ำรังไข่ ผู้ป่วยจะมีอาการปวดมาก และต้องรับการผ่าตัดรักษาฉุกเฉิน ยกเว้นในรายที่ Functional Cyst แตกที่เลือดออกในท้องไม่มาก อาจสังเกตุอาการภายในโรงพยาบาล ถ้าอาการดีขึ้นก็กลับบ้านได้

– กรณีที่ต้องผ่าตัดไม่ฉุกเฉิน เมื่อแพทย์ตรวจจนมั่นใจแล้วว่าเป็นซีสต์ที่รังไข่ชนิดที่ไม่ใช่ Functional Cyst เช่น ช็อกโกแลตซีสต์ขนาดใหญ่ หรือมีผลต่อการมีบุตรยาก, ซีสต์ที่เป็นเนื้องอกรังไข่ เป็นต้น แพทย์ก็จะวางแผนการรักษา ว่าจะผ่าตัดอย่างไร เช่น ผ่าตัดเปิดหน้าท้องตามปกติ หรือใช้วิธีผ่าตัดแบบส่องกล้อง และจะผ่าตัดเลาะเอาซีสต์ออกอย่างเดียวดีหรือตัดรังไข่ทั้งข้าง หรือทั้ง 2 ข้าง หรือจำเป็นต้องตัดมดลูกด้วยหรือไม่ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับอายุผู้ป่วย ชนิดและขนาดของซีสต์ ความจำเป็นที่จะมีบุตรได้อีก เป็นต้น

ป้องกันการเกิดถุงนำรังไข่ ได้อย่างไร

แม้ว่าคุณผู้หญิงจะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่จากที่กล่าวมาแล้วว่า ถุงน้ำรังไข่ระยะแรกๆผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่รู้ตัว จะรู้ตัวก็ต่อเมื่อ ก้อนใหญ่และเกิดภาวะแทรกซ้อนไปแล้ว เรามีวิธีการตรวจง่ายๆด้วยการอัลตราซาวด์หรือการตรวจภายในร่วมด้วย ซึ่งสามารถตรวจหาโรคของระบบอวัยวะสืบพันธ์อื่นๆได้ในคราวเดียวกัน เช่น ตรวจหามะเร็งปากมดลูก เป็นต้น ฉะนั้นคุณผู้หญิงจึงควรตรวจสุขภาพประจำทุกปี

ทั้งนี้ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เป็นการป้องกันโรคได้ที่ดีที่สุด ควรหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนคลายเครียด การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดูแลให้มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยให้ร่างกายของคุณผู้หญิงสร้างฮอร์โมนได้อย่างสมดุล

นพ.ชาญชัย เลาหประสิทธิพร

หัวหน้าศูนย์สุขภาพหญิง และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการมีบุตรยาก

โรงพยาบาลพญาไท 3