ประเทศไทยนั้น มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับ 3 ในเพศชายรองจากมะเร็งตับและมะเร็งปอด และพบเป็นอันดับ 5 ในเพศหญิง ปัจจุบันนี้พบว่าโรคมะเร็งสำไส้ใหญ่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้

โรคมะเร็งสำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของเซลล์เยื่อบุลำไส้ใหญ่ จากเนื้อเยื่อบุลำไส้ปกติไปเป็นติ่งเนื้อและพัฒนาไปเป็นมะเร็งในที่สุด ดังนั้นหากเราสามารถตรวจพบการผิดปกติดังกล่าวได้ตั้งแต่ในขั้นแรกๆ หรือตั้งแต่การเป็นติ่งเนื้อและสามารถตัดออกไปได้ ก็จะเป็นการทำลายโอกาสที่จะเกิดมะเร็ง ซึ่งจากข้อมูลทางทฤษฎี พบว่าติ่งเนื้อขนาด 1 ซม.จะใช้เวลานานถึง 10 ปีที่จะกลายเป็นมะเร็ง

ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่ง คือ ผู้ป่วยที่มีติ่งเนื้อ หรือ ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆ และมักจะมีอาการเมื่อมะเร็งลุกลามไปมากแล้ว ดังนั้นเราจึงควรตรวจค้นหามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในระยะเริ่มแรก อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ซึ่งการตรวจหาติ่งเนื้อระยะก่อนเป็นมะเร็ง หรือมะเร็งระยะเริ่มแรก สามารถทำได้โดย การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เป็นการส่องกล้องเข้าไปตรวจลำไส้ใหญ่ตลอดความยาวโดยตรง ที่ปลายท่อจะมีกล้องวิดีโออยู่ เพื่อให้เห็นภาพภายในลำไส้ใหญ่และทวารหนักทั้งหมด วิธีนี้สามารถตัดติ่งเนื้อที่อนาคตจะกลายเป็นมะเร็งออกไปได้ เป็นวิธีการตรวจที่แม่นยำที่สุด

อาการส่วนใหญ่ของผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ มักเป็นดังนี้

1. ไม่มีอาการ

2. มีอาการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย ท้องเสียสลับท้องผูก อุจจาระลำเล็กลง

3. เลือดหรือมูกออกทางทวารหนักหรือปนมากับอุจจาระ

4. อึดอัดแน่นท้อง ปวดท้อง ท้องอืด มีอาการเกร็ง คล้ายเป็นตะคริวในท้อง

5. มีอาการเกิดจากลำไส้อุดตัน เช่น มีไข้ ไม่ถ่าย ไม่ผายลม ท้องอืด

6. ซีด โลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ

7. บื่ออาหาร อ่อนเพลียอย่างผิดปกติ

8. น้ำหนักลดโดยไม่ได้จำกัดอาหาร

9. คลำพบก้อนบริเวณท้อง

การรักษา แบ่งเป็นแต่ละระยะ ดังนี้

ระยะที่ 0 เซลล์มะเร็งที่เป็นเพียงติ่งเนื้อซึ่งสามารถตรวจพบได้จากการส่องกล้อง (Colonoscopy) สามารถตัดออกผ่านทางกล้องไปได้ ตั้งแต่ก่อนการเป็นมะเร็งหรือเกือบเป็นมะเร็ง ซึ่งมีโอกาสหายขาด 100%

ระยะที 1 เซลล์มะเร็งเติบโตขึ้นและฝังในชั้นผนังของลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยยังไม่กระจายไปสู่เนื้อเยื่อข้างเคียงหรือต่อมน้ำเหลือง ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยเทคนิคที่เรียกว่า Curative resection (การผ่าตัดเผื่อหวังผลหายขาด) เป็นการตัดลำไส้ใหญ่ 10-15 ซม. และเลาะต่อมน้ำเหลืองอย่างน้อย 12 ต่อม แล้วจึงนำลำไส้ใหญ่ส่วนที่ดีมาต่อกัน สำหรับมะเร็งที่ททวารหนักซึ่งอยู่ในอุ้งเชิงกรานใกล้ๆ กับกล้ามเนื้อหูรูดที่ควบคุมการขับถ่าย เทคนิคการผ่าตัดสมัยใหม่นี้จะสามารถเก็บหูรูดทวารหนักไว้ได้

ระยะที่ 2 เซลล์มะเร็งแพร่กระจายผ่านผนังลำไส้ใหญ่ หรือ ทวารหนักไปสู่เนื้อเยื่อใกล้เคียงแต่ยังไม่กระจายถึงต่อมน้ำเหลือง จะใช้การผ่าตัดแบบ Curative resection เป็นการรักษาหลัก เช่นเดียวกับระยะที 1

ระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง แต่ยังไม่ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นจะใช้การผ่าตัดแบบ Curative resection ร่วมกับการรักษาเสริมด้วยเคมีบำบัดภายหลังการผ่าตัด (ซึ่งมีทั้งชนิดรับประทานและชนิดฉีด) หรืออาจจะมีการรักษาด้วยการฉายแสงร่วมด้วยในกรณีที่เป็นมะเร็งที่ทวารหนัก

ระยะที่ 4 มะเร็งแพร่กระจายลุกลามไปยังอวัยวะอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ตับ, ปอด ถ้าก้อนมะเร็งที่ลุกลามไปที่ตับหรือปอดสามารถที่จะตัดออกได้ ศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักออก และผ่าตัดมะเร็งที่ลุกลามไปตับหรือปอดออกด้วย หลังจากนั้นจะให้ยาเคมีบำบัดหลังผ่าตัด แต่ถ้าไม่สามารถผ่าตัดเอาออกให้หมดได้จะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 1 – 2 ปี เท่านั้น

จะเห็นได้ว่ามะเร็งลำใหญ่และทวารหนัก

1. มีโอกาสป้องกันได้ถ้ามารับการตรวจคัดกรองมะเร็งด้วยการส่องกล้อง ถ้าตรวจพบติ่งเนื้องอกในลำไส้ใหญ่ก็สามารถที่จะตัดติ่งเนื้องอกออกไปได้เลย ทำให้ไม่มีโอกาสที่ติ่งเนื้องอกจะโตจนพัฒนากลายเป็นมะเร็ง

2. ในกรณีที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักแล้ว การรักษาในระยะ 1-3 ยังให้ผลดี มีโอกาสที่โรคจะหายขาดได้ ดังนั้นถ้าเริ่มสังเกตว่ามีอาการผิดปกติดังที่กล่าวไปในเบื้องต้น ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจและรักษา

นพ. บุรินทร์ อาวพิทยา

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

คลินิกโรคลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลพญาไท 1