สถานการณ์ของโรคมะเร็งเต้านมของประเทศไทย ในปัจจุบัน จากข้อมูลทางสถิติของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ปัจจุบันพบอุบัติการณ์ของผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น เมื่อประมาณ 10 ปีก่อนจะพบอุบัติการณ์ที่ 17.2 รายต่อประชากรแสนคนต่อปี  ในปัจจุบันพบอุบัติการณ์ที่ 20.5 รายต่อประชากรแสนคนต่อปี หรือคิดเป็นจำนวนผู้ป่วยทั่วประเทศ  ราว 8,000 คนต่อปี พบได้บ่อยในสตรีวัยเจริญพันธุ์ทุกอายุ แต่พบบ่อยในช่วงอายุ 40-70 ปี

ปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านม

1. การมีอายุมากขึ้น โดยเฉพาะสตรีที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป พบว่าสตรีในกลุ่มนี้มีอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่ากลุ่มที่อายุน้อยกว่า 40 ปีหลายเท่าอย่างชัดเจน

2. การมีประวัติทางพันธุกรรม พบว่าสตรีที่มีญาติ ได้แก่ แม่ ยาย ย่า พี่สาว น้องสาว ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะการที่ญาติเป็นโรคมะเร็งเต้านมทั้ง 2 ข้าง  ตลอดจนถึงการที่มีญาติผู้ชายที่เป็นโรคมะเร็งเต้านม  จะมีความเสี่ยงที่ตนเองจะเป็นโรคมะเร็งเต้านมสูงกว่าคนทั่วไปมาก  และนอกจากนี้ยังพบว่าโรคมะเร็งอื่นๆ ในญาติ ก็มีความเกี่ยวข้องกับการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้เช่นเดียวกัน ได้แก่ มะเร็งรังไข่ มะเร็งต่อมไทรอยด์ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่  มะเร็งต่อมลูกหมาก  มะเร็งสมอง  เป็นต้น

3. สตรีที่เคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมมาก่อน พบว่า เต้านมอีกข้างก็มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งได้อีกเช่นกัน โดยพบได้ประมาณร้อยละ 1 ต่อปี

4. สตรีที่มีฮอร์โมนเพศหญิง (หรือที่เรียกว่าฮอร์โมนเอสโตรเจน)  อยู่ในระดับสูง เนื่องจากเต้านมเป็นอวัยวะที่ถูกหล่อเลี้ยงเซลล์ ให้แบ่งตัวเจริญเติบโต ตามการกระตุ้นของฮอร์โมนเอสโตรเจน  สตรีที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง จึงมีการกระตุ้นเซลล์เต้านมให้แบ่งตัวอยู่เป็นเวลานาน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงที่เซลล์เต้านมจะมีการแบ่งตัวผิดปกติไป จนทำให้กลายเป็นโรคมะเร็งเต้านมตามมาได้ ตัวอย่างสตรีที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงได้แก่

– การมีประจำเดือนครั้งแรกเร็ว ( ก่อนอายุ 12 ปี )

– การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานานเกิน 5 ปี

– การไม่มีบุตร หรือ คลอดบุตรคนแรกช้า ( อายุเกิน 30 ปี )

– การเข้าสู่วัยหมดระดูช้า (อายุเกิน 55 ปี)

– การใช้ยาฮอร์โมนทดแทนในสตรีวัยหมดระดูเป็นระยะเวลานานเกิน 5 ปี

วิธีป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเต้านม

ปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร้งเต้านมได้ เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่การป้องกันการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเต้านมสามารถทำได้โดยการตรวจคัดกรอง ทำให้สามารถตรวจพบโรคที่เริ่มเป็นและกำจัดให้หายขาดได้

อาการของโรคมะเร็งเต้านม

มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยจะมีอาการคลำพบก้อนที่เต้านม ส่วนน้อยจะเป็นผู้ป่วยที่ตรวจพบจากการตรวจคัดกรอง

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเต้านม

1. การตรวจเต้านมด้วยตนเอง

2. การตรวจเต้านมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

3. การตรวจด้วยแมมโมแกรม

การวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านม

อาศัยการตรวจโดยแพทย์ประกอบกับผลตรวจด้วยแมมโมแกรม  และต้องมีการตรวจชิ้นเนื้อพิสูจน์

ความก้าวหน้าของการรักษาโรคมะเร็งเต้านม

การรักษาโรคมะเร็งเต้านมในปัจจุบัน ประกอบด้วย

1. การผ่าตัด

2. การให้ยาเคมีบำบัด

3. การฉายแสง

4. การให้ยาต้านฮอร์โมน

5. การให้ยาต้านการทำงานในระดับชีวโมเลกุล

การผ่าตัด

ในส่วนของเต้านม ประกอบด้วยการผ่าตัดแบบตัดเต้านมออกทั้งหมด หรือการผ่าตัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นมะเร็งออกไปโดยยังสามารถเก็บรักษาเต้านมส่วนที่เหลือเอาไว้ และต้องได้รับการฉายแสงบริเวณเต้านมส่วนที่เหลือร่วมด้วย   สองวิธีให้ผลการรักษาเท่าเทียมกัน  สำหรับต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้

ปัจจุบันแพทย์สามารถตรวจทราบได้ก่อน ว่าผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมมีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งเข้าสู่ต่อมน้ำเหลืองรักแร้หรือไม่ โดยวิธีการตรวจด่อมน้ำเหลืองเซนติเนล หากพบว่ามะเร็งยังไม่เข้าต่อมน้ำเหลืองก็ไม่ต้องผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองรักแร้ แต่หากมะเร็งกระจายเข้าต่อมน้ำเหลืองก็จำเป็นต้องผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองรักแร้ต่อไป

การรักษาเสริม

ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับยาเคมีบำบัด  การฉายแสง จะทำในผู้ป่วยที่เลือกผ่าตัดแบบสงวนเต้านมไว้ทุกราย  ผู้ป่วยที่มีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่  มีการแพร่เข้าต่อมน้ำเหลืองรักแร้จำนวนมาก   ยาต้านฮอร์โมนเพศหญิงจะให้ในผู้ป่วยที่มีผลการตรวจพบตัวรับฮอร์โมนในเซลล์มะเร็ง โดยรับประทานเป็นเวลา  5 ปี   การให้ยาต้านการทำงานในระดับชีวโมเลกุล จะให้ในผู้ป่วยที่ตรวจพบมีตัวรับทางชีวโมเลกุลในเซลล์มะเร็ง

นพ. หะสัน มูหาหมัด